INTERVIEW

 

อยากให้มีเลือกตั้ง แต่ผมจะไปโหวตโน…! เปิดหมดใจ ‘วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์’

Pic_394144
ผมไม่ได้อยู่ข้างไหน เอา ‘จุดยืน’ ทางการเมืองของผมชัดๆ เลยไหม…!

ไม่ได้พูดเชิงท้าทาย เพราะดูจากสีหน้า แววตา ยังนิ่ง อบอุ่น กิริยา โทนเสียงสุขุมคัมภีรภาพเช่นเดิม จึงไม่แปลกกว่า 2 ทศวรรษ เขาจึงมีแฟนติดตามผลงานอย่างมากมาย หรืออย่าง คำถามที่ว่า ที่ผ่านมาหลายคนคิดว่าคุณชอบ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชอบปชป. เขาก็ตอบได้อย่างมั่นใจ ชัดเจน ชนิดไม่ประนีประนอมกับความรู้สึกไม่ถูกต้อง หรือ

คำถามที่ว่าสื่อในเครือที่ระยะหลังๆ มาแตะการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายกับธุรกิจมีนัยอะไรไหม แม้กระทั่งตัวเขาเองที่ระยะหลังออกมาให้ทรรศนะเกี่ยวกับการเมืองแบบไม่สงวนท่าทีอย่างไม่เคยปรากฏ ทั้งหมดนี้มีนัยอะไรไหม …??

ในวันที่การเมืองร้อนระอุมากมาย ในวันที่คนรุ่นใหม่สนใจและออกมาสู่ท้องถนนชนิดประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึก!

หลังจากนัดกันผ่านทวิตเตอร์ @wongthanong เขาบอกยินดี ไทยรัฐออนไลน์จึงมีโอกาสเปิดบ้านอะเดย์ของ โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ หนุ่มผู้มีอิทธิพลกับรุ่นใหม่แห่งยุคสมัย นอกจากอธิบายปรากฏการณ์พลังคนรุ่นใหม่ว่า ‘มีจริง’ หรือเป็น ‘ความดัดจริต’ ของม็อบสังคมสมัยใหม่ที่ไม่สนใจการเมือง เปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว ขาดความมั่นคง และถูกหลอกง่ายแบบที่ใครๆ ตีตราให้…? กับบทสัมภาษณ์การเมืองชัดเจนมากเท่าที่เรารู้จักเขามา เป็นบทสัมภาษณ์แบบ ‘อันเซ็นเซอร์’ ที่ย้ำเจตนาหนักหนาว่า ต้องอ่านให้จบ และโปรดอย่าหยิบส่วนใดส่วนหนึ่งของคำพูดไปสร้างความเกลียดชังในสังคมให้เพิ่มขึ้น

ผู้ชายที่ย้ำชัดว่า อยากให้มีเลือกตั้ง แต่เขาจะไป ‘โหวตโน’!!!

Q : มีอะไรเปลี่ยนไปไหม หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ชีวิตระยะหลังๆ คุณเกี่ยวพันกับเรื่องการเมืองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน?

A  : ผมว่าเป็นกันทุกคนแหละครับ เพราะหลายปีที่ผ่านมาการเมืองมันเป็น Topic ที่ทวีความสำคัญขึ้นมาอย่างเด่นชัด มันมีเหตุการณ์ มีเรื่องราว มีประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ฉะนั้น มันก็ยากที่เราซึ่งเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในสังคมจะเลี่ยงไม่สนใจ ไม่พูดถึงหรือไม่แสดงความคิดเห็นเลย แต่หลักของผมก็คือ เวลาแสดงความคิดเห็นอะไรผมจะพยายามไม่ให้ทรรศนะหรือความคิดเห็นของผมมันไปเพิ่มความเคียดแค้นเกลียดชังให้กับผู้คน
ผมไม่อยากเป็นหนึ่งในคนที่ไปเร่งไฟกองนี้ ซึ่งมันมีขนาดใหญ่และอุณหภูมิสูงขึ้นทุกที คุณก็คงเห็นว่า ทุกวันนี้ความขัดแย้งของเรามันเพิ่มขึ้นทุกวัน เราเดินทางมาถึงจุดที่แบ่งฝ่ายแบ่งข้างกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่มิตรก็เป็นศัตรูกันไปเลย ซึ่งผมคิดว่าไม่เห็นจำเป็นเลยที่เราจะต้องเป็นแบบนั้น เราต้องเข้าใจกันเสียก่อนว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาโลก โดยเฉพาะเรื่องการเมืองซึ่งมันหาจุดกึ่งกลางยาก แต่มันไม่ได้หมายความว่าถ้าเห็นไม่เหมือนกันแล้วเราต้องทำลายล้างกันนี่ ผมยังเชื่อว่าเราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ แต่เริ่มต้นเลยต่างฝ่ายต่างต้องเปิดใจให้กว้างก่อน

Q : นอกจากออกมาให้ความคิดเห็นแล้ว สังเกตจากสื่อในเครือของคุณ ที่ผ่านมาไม่ค่อยนำเสนออะไรที่เกี่ยวกับการเมือง แต่พักหลังๆ ก็เริ่มแตะการเมืองแล้ว โดยเฉพาะ a day BULLETIN ก็เน้นเรื่องการเมืองมากขึ้นด้วย?

A : อะเดย์บุลเลตินเป็น Current Magazine แต่ละสัปดาห์เรานำเสนอทุกเรื่องที่อยู่ในกระแสสังคมทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ สิ่งแวดล้อม แน่ นอนว่ารวมทั้งเรื่องการเมืองด้วย ว่าไปหน้าที่อย่างหนึ่งของอะเดย์บุลเลตินคือบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมในห้วงเวลานั้น ไม่เฉพาะสังคมไทยแต่รวมถึงสังคมโลก อย่างฉบับที่ผ่านมาไม่นานก็เป็นปก เนลสัน แมนเดลา หรือย้อนกลับไปเราเคยทำฉบับน้ำท่วม ฉบับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ไม่กี่เดือนก่อนเราก็ทำเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยด้วย ซึ่งแค่เห็นปกเป็นภาพการชุมนุมที่ถนนราชดำเนินคนอีกฝั่งก็ด่าเช็ดแล้ว (หัวเราะ) ทั้งที่ถ้าไปเปิดอ่านดู คุณจะรู้ว่าเนื้อหาหลักในเล่มนั้นคือเรานำเสนอเรื่องราวของการนิรโทษกรรมสากล แต่ผมเข้าใจนะว่าช่วงนี้เราอ่อนไหวกันง่าย เห็นอะไรที่ผิดไปจากสิ่งที่เราคิดเราเชื่อเราก็จะต่อต้าน จะแสดงปฏิกิริยารุนแรงทันที บางคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเลือกภาพนี้เป็นปก ผมก็อยากบอกว่าถ้าเป็น TIME หรือ NEWSWEEK เขาก็ต้องขึ้นปกนี้ ปกที่มันอิมแพค ปกที่มันเป็นเรื่องจริงและเล่าเรื่องได้ แต่ไม่เป็นไรครับผมเคารพความคิดเห็นผู้คนเสมอ ก็เป็นอีกหนึ่งภาวการณ์ปกติในช่วงเวลานี้ว่าคนทำสื่อจะมีโอกาสถูกคนบางส่วนไม่เข้าใจได้ง่ายมาก เป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับและก็ต้องไม่เหนื่อยที่จะอธิบายเพื่อปรับความเข้าใจ

Q: โดนวิพากษ์วิจารณ์ โดนด่าเยอะๆ เสียกำลังใจไหม เข็ดไหม?

A: ไม่เลยครับ ผมย้ำอยู่เสมอว่าคนทำสื่อต้องใจกว้าง ผมกลับมองว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำที่คนทำสื่อจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์บ้างในเมื่อคุณแสดงทรรศนะได้คุณก็ต้องรับฟังทรรศนะของคนอื่นได้ เพียงแต่ผมอาจจะรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เราอารมณ์ขึ้นกันง่ายไปรึเปล่า เห็นอะไรผิดหูผิดตานิดหนึ่งก็โมโหแล้ว ก็ด่ากันสาดเสียเทเสียแล้ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดาว่าคนเราพออารมณ์เยอะเสียแล้วเหตุผลมันก็น้อยลงไปเป็นเงาตามตัว แต่ถึงอย่างไรสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากๆ จากปรากฏการณ์ทางการเมืองบ้านเราในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมาคือ มันเป็นช่วงเวลาที่คนไทยในทุกระดับชั้นเกิดความตื่นตัวกันมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

สมัยก่อนคุณจำได้ไหม คนทั่วไปมักคิดว่าการเมืองเป็นเรื่องเฉพาะของนักการเมือง หรือของผู้ปกครองซึ่งเป็นคนอีกกลุ่มชั้น แต่ทุกวันนี้ความสนใจในการเมืองมันกระจายไปทุกหย่อมหญ้า และไม่ใช่แค่สนใจผิวๆ ด้วย ชาวบ้านบางคนลงลึกเรื่องการเมืองถึงขนาดไปนั่งฟังการเสวนาที่นักวิชาการจัดตามสถาบันการศึกษา เขารู้เรื่องการเมืองลึกและดีกว่าที่คนที่เข้าใจว่าตัวเองมีการศึกษาคิดเสียอีก เรียกว่าปัจจุบันการเมืองได้กระจายไปสู่ภาคประชาชนอย่างทั่วถึงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องดีมาก เพราะถ้าเราสนใจการเมือง มันจะทำให้เราแสวงหาความรู้มากขึ้น เมื่อนั้นเราก็จะไม่ปล่อยให้นักการเมืองเล่นการเมืองกันเองแต่เพียงพวกเดียว

ชาร์ล เดอ โกล อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศสเคยกล่าวว่า “การเมืองเป็นเรื่องจริงจังเกินกว่าที่เราจะปล่อยให้พวกนักการเมืองเล่นกันเอง” ผมคิดว่าเราเดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว การที่ชาวบ้านทุกระดับได้มีความรู้เรื่องการเมือง มันจะทำให้เขารู้สิทธิรู้เสียงของเขา รู้ว่าเขาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้จากการเมืองที่ดี เพราะฉะนั้นมันก็จะทำให้เราสนใจที่จะตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองมากขึ้น นักการเมืองเองก็ต้องทำงานให้ดี ให้ถูกต้อง จะมามุบมิบทำกันอย่างที่เคยทำไม่ได้แล้ว 

 

Q : อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณสนใจเรื่องการเมือง?

A : คุณอาจไม่ทราบว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมเลือกเรียนวิชาโทรัฐศาสตร์ แต่มันก็ไม่ได้เป็นเหตุผลเท่าไรหรอกครับ เหตุผลจริงๆ คือการเมืองมันอยู่ในชีวิตของเราทุกคนอยู่แล้วน่ะครับ อยู่ตั้งแต่เกิดเลย การเมืองมันส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่หรือโฉมหน้าของสังคมได้ กฎหมายบางฉบับที่ออกโดยนักการเมืองมันส่งผลต่อวิถีชีวิตของพวกเราโดยตรง เพราะฉะนั้นมันไม่ได้เป็นเรื่องห่างตัวเลย ตรงกันข้าม เป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสนใจและใส่ใจด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็คิดว่าการเมืองมันเป็นแค่พาร์ตหนึ่งของชีวิตนะครับ สำหรับผมมันอาจจะไม่ใช่พาร์ตที่สำคัญที่สุดด้วยซ้ำ บางคนที่อินกับการเมืองมากๆ ผมเห็นเขาปฏิบัติกับมันราวกับว่ามันคือทั้งหมดของชีวิต แต่ความจริงคือชีวิตคนเรามันมีหลายมิติน่ะครับ มันมีหลายภาคส่วนประกอบกัน บางทีเราก็หลงลืมส่วนอื่นๆ ไปเพราะมัวไปจมอยู่แต่กับการเมือง  

Q : ถามตรงๆ ที่คุณไม่อยากไปยุ่งกับการเมืองมากนัก เพราะกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจที่ทำอยู่หรือเปล่า?

A : ธุรกิจบริษัทผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเมืองเลยครับ นอกจากความวุ่นวายทางการเมืองทำให้เศรษฐกิจโดยรวมตก เราก็ตกไปด้วยก็แค่นั้น เราเป็นคนทำสื่ออิสระที่ไม่ได้อิงกับกลุ่มอำนาจไหนนะครับ เพราะฉะนั้นใครจะมาเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านไม่มีผลต่อธุรกิจเรา ที่ไม่ค่อยให้สื่อในบริษัทผมไปปะทะกับการเมืองตรงๆ ไม่ใช่กลัวเปลืองตัวหรอกครับ แต่ผมอาจจะเป็นคนขี้รำคาญนิดหนึ่ง อย่างที่บอกตอนนี้อารมณ์คนมันเยอะ ผมก็รำคาญที่จะต้องไปปะทะอารมณ์กับคนด้วยเรื่องจุก จิก แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เป็นอุดมการณ์สำคัญ เป็นเรื่องที่ถูกใส่ร้ายด้วยข้อหาที่ไม่จริง ก็ต้องอธิบายชี้แจงความจริงกันบ้าง

ผมคิดว่าถ้าเราชัดเจนกับหลักการ กับอุดมการณ์ของเราแล้ว และเชื่อว่าจุดที่เราเลือกยืนมันถูกต้อง ก็ไม่ต้องกังวลหรือสั่นคลอนกับข้อครหาอะไร แต่อีกอย่างก็อย่างที่บอกนะครับ ว่าเราไม่ได้เป็นสื่อที่นำเสนอเรื่องการเมืองโดยตรง ยังมีเรื่องอื่นที่เราคิดว่าสำคัญและต้องนำเสนอ เช่นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการศึกษา เรื่องปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม

Q : ในมิติผู้เสพข่าว วันนี้คุณเสพข่าวการเมืองขนาดไหน?

A : ก็ไม่น้อยพอจะไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แล้วก็ไม่มากพอจะจมดิ่งอยู่กับมัน โดยงานของผม ผมเป็นสื่อมวลชนอยู่แล้ว โดยอาชีพโดยหน้าที่ก็ต้องสนใจติดตามเป็นปกติ แต่ก็อย่างที่บอกว่าความสนใจใคร่รู้ในชีวิตผมมันหลากหลาย ข่าวการเมืองเลยเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น อีกอย่างในแง่ส่วนตัวผมก็ต้องดูแลความรู้สึกตัวเองด้วย ผมเห็นคนรอบข้างผมหลายคนที่อินกับการเมืองมากๆ แล้วเขาแสดงความเครียดออกมาโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นคนคิดเคียดแค้นคนหรือหรือไม่อายที่จะแสดงความหยาบคาย ซึ่งเมื่อก่อนไม่เห็นเป็นแล้วรู้สึกเห็นใจนะ แล้วผมก็ไม่อยากให้ตัวเองเป็นอย่างนั้น

ผมก็ต้องพยายามดีท็อกซ์ตัวเองด้วยการพาตัวเองไปสนใจเรื่องอื่นบ้าง ไปดูหนัง ไปอ่านหนังสือ ไปเดินทาง ไปทำงานเพื่อสังคมที่ผมทำอยู่กับ a day Foundation ผมไม่อยากเป็นหนึ่งในคนที่ถูกความเกลียดชังทางการเมืองดึงให้เราจมลงไปกับมัน จนทะเลาะกับเพื่อน โกรธกับญาติพี่น้อง เกลียดคนที่ไม่รู้จักกันง่ายๆ เสียมิตร ภาพไปกับการเมืองผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจนะ ผมย้ำเสมอว่าเราเห็นต่างกันได้ จุดยืนเราอาจอยู่คนละจุดกัน แต่เราต้องสามารถพูดคุยกันได้

ผมเคยทวีตไว้ในทวิตเตอร์ผมด้วยซ้ำว่า “การปรองดองเริ่มต้นได้ด้วยการลองคบฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนดูสักคน” ผมเชื่ออย่างนี้จริงๆ แล้วก็ทำมานานแล้ว ชีวิตผม ผมมีเพื่อนทุกสีทุกพรรคทุกฝ่ายเลย เพื่อนสนิทด้วยนะ (หัวเราะ) แม้กระทั่งพนักงานในบริษัทผมก็มีทุกสีเลย แต่เราอยู่ร่วมกันได้ เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างที่คนมีอารยะเขาทำกัน คุณลองทำดูสิครับ ลองมองคนอีกฝั่งว่าเขาเป็นเพื่อนเสียก่อน แล้วเชื่อมั้ยคุณจะเกิดความรู้สึกอีกอย่าง คุณจะไม่รู้สึกอยากทำ ร้ายเขา ไม่รู้สึกต้องเอามันให้ตาย แต่ไหนเราลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูซิ ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพทางความคิดนี่เราต้องยอมรับ ตรงกันข้าม ถ้าคุณเริ่มต้นมองว่าคนที่เห็นต่างจากเราเป็นศัตรูไปหมด คุณก็ไม่มีวันที่จะมีชีวิตที่สงบหรอก   

Q : มีเรื่องที่คุณเซ็นเซอร์ หรือ ห้ามเล่าลงสื่อในเครือไหม?

A : ไม่มีครับ ถ้าจะมีสักเรื่องผมก็แนะนำ บก.ผมแต่ละคนว่าเราอย่าเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อหรือแพร่กระจายความเกลียดชังระหว่างกันเลย ที่มีอยู่ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันก็มากเกินพอแล้ว

Q :  หลายคนเข้าใจว่าคุณชอบคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาก เพราะคุณเคยทำหนังสือ Question Mark คุณเป็นสาวก ปชป. ?

A : เป็นเรื่องหนึ่งที่คนเข้าใจผมผิด แล้วก็มักหยิบมาเป็นประเด็นเวลาอยากโจมตีผม ตอนที่ผมทำหนังสือ Question Mark เป็นช่วงเหตุการณ์ก่อนรัฐประหาร 2549 คุณอภิสิทธิ์กำลังจะลงเลือกตั้งในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผมเห็นว่าเขาเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดน่าสนใจ ก็ไม่ผิดอะไรใช่ไหมที่ผมจะสนับสนุนเขาด้วยการขอทำหนังสือให้เล่มหนึ่ง ผมอยากรู้จักตัวตนของเขา อยากรู้ว่าแนวความคิดเขาเป็นยังไง พอติดต่อไปเขายินดี สุดท้ายก็เกิดเป็นหนังสือเล่มนี้ แต่บางคนไปบิดเบือนว่าผมทำหนังสือเล่มนี้ให้คุณอภิสิทธิ์หลังรัฐประหาร เหมือนกับว่าผมไปสนับสนุนนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ใช่

Q :  เสียใจไหม ทำหนังสือเล่มนี้ออกมา ?

A : ไม่นะครับ แต่ถ้าตอบตรงๆ ผมอาจจะผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นสักหน่อย แต่อย่างที่บอก บริบทที่ผมทำหนังสือเล่มนี้มันเป็นอย่างนั้น ผมแค่อยากสนับสนุนนักการเมืองหนุ่มคนหนึ่งที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีอุดมการณ์ที่อยากเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น แม้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่หวังทั้งหมด แต่ผมก็ให้เกียรติความคิดและการตัดสินใจของคนทุกคน ผมไม่มีนักการเมืองคนโปรดหรือพรรคการเมืองที่ผมจงรักภักดีถึงขนาดต้องไปลงคะแนนให้ทุกครั้งที่มีเลือกตั้ง ถ้าคุณรู้ประ วัติการเลือกตั้งของผม จะเห็นว่ามันสวิงมาก เหตุผลเพราะผมไม่ค่อยเชื่อพรรคการเมืองไหนสักพรรค พรรคการเมืองบ้านเรามักเปลี่ยนอุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์ของพรรคบ่อยๆ ทำให้ผมไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ นี่พูดถึงทุกพรรคเลยนะ คุณก็คงเห็น   

Q: จุดยืนในเรื่องการเมืองของคุณคือ?

A: จุดยืนทางการเมืองของผมไม่ซับซ้อน มันง่ายแล้วก็ชัดเจนมากว่า ผมเชื่อในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน เชื่อเรื่องความเสมอภาคของคนทุกคน ผมสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และผมไม่เอารัฐประหารไม่ว่ากรณีใด ผมเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันทางการเมือง คนทุกคนมีหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงในการเลือกตั้งเท่ากัน ไม่ว่าใครจะมีสถานภาพความเป็นอยู่ ระดับการศึกษาหรือสถานะทางสังคมอย่างไร ทุกคนต้องมีสิทธิทางการเมืองเท่ากัน ไม่ควรมีใครมากำหนดว่าใครมีสิทธิไม่มีสิทธิ หรือเราต้องมีสิทธิมาก คนอื่นต้องมีสิทธิน้อย เป็นเรื่องไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

คุณเอาอะไรมาวัดว่าคุณต้องได้สิทธิมากกว่าคนอื่น หรือคนอื่นไม่ควรได้รับสิทธินี้ล่ะ ผมคิดว่าคนที่คิดอย่างนี้คือชนชั้นกลางที่คิดว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่น ทั้งที่จริงชนชั้นกลางนี่แหละคือผู้ที่เข้าถึงทุน และกอบโกยทรัพยากรมากกว่าชนชั้นรากหญ้า เรียกว่าได้เปรียบทุกประตูแล้วยังจะมาเอาเปรียบเรื่องความเสมอภาคทางการเมืองอีก ถ้าเป็นอย่างนี้ผมไม่ลังเลเลยที่จะแสดงจุดยืนว่าผมไม่เห็นด้วย

Q : ติดตามความเคลื่อนไหวของ กปปส. ไหม ไปเป่านกหวีดกับเขาบ้างไหม

A : ไม่ได้ไปครับ แต่ติดตามอยู่ เด็กๆ ที่ออฟฟิศผมก็ไปกัน โดยเฉพาะวันชุมนุมใหญ่ต้านนิรโทษกรรมสุดซอย ผมก็ไม่ปฏิเสธว่าผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้าน พ.ร.บ. ฉบับ นั้นเหมือนกับคนจำนวนมาก  

Q : ในฐานะที่ทำงานอยู่กับคนรุ่นใหม่ คุณคิดว่าทำไมคนรุ่นใหม่ใส่ใจการเมืองออกมามากมายเป็นประวัติศาสตร์กันขนาดนี้

A : ผมว่าพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากเป็นตัวกระตุ้นความสนใจและเร่งปฏิกิริยาของคนที่อาจจะไม่เคยมีเรื่องการเมืองอยู่ในความคิดเลย แต่พอได้รับรู้ถึงที่มาที่ไป มองเห็นเหตุและผลแล้วมันรู้สึกแย่มาก ก็ต้องแสดงตัวกันสักหน่อย อีกอย่างอาจเป็นเพราะสื่อทุกวันนี้มันคอนเน็กกันหมดคนมันเชื่อมโยงกันหมดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ยิ่งมีทีวีดาวเทียมที่นำเสนอเนื้อหาทางการเมืองตลอดเวลา มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเกิดอารมณ์ ความคิดความรู้สึกร่วมกันขนานใหญ่ ซึ่งผมยังมองว่ามันเป็นเรื่องดีมากกว่าไม่ดี

อย่างที่บอกคือความตื่นตัวทางการเมือง ผลพวงของมันไม่มากก็น้อยมันทำให้เราพยายามหาความรู้มากขึ้น คุณจะเห็นว่ายุคนี้เป็นยุคที่คนอ่านรัฐธรรมนูญกันเยอะเลย เป็นยุคที่คนสนใจกฎหมายกันมากเลย คุณเคยเห็นคนไปฟังเลคเชอร์การเมืองที่ธรรมศาสตร์มั้ย ชาวบ้านชาวช่องทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเรากำลังพยายามมุ่งไปสู่เนื้อหาหรือแก่นของการเมืองกันมากขึ้น ซึ่งนี่คือเรื่องน่ายินดีที่ถือเป็นพัฒนาการทางการเมืองของเราอีกขั้น คือคนของเราเริ่มมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น มันทำให้การเมืองไทยมีโอกาสที่จะพัฒนามากขึ้น แต่ก็อย่างว่าเส้นทางนี้มันก็ต้องมีขวากหนามกันบ้าง ก็ต้องบาดเจ็บได้แผลกันบ้าง แต่ผมยังมองโลกในแง่ดีว่าวันหนึ่งเราจะถึงจุดที่ลงตัวในที่สุด 

Q : มีบางบทความที่แชร์กันในโลกโซเชียล อธิบายว่า ม็อบของสังคมสมัยใหม่ เป็นคนที่ไม่สนใจการเมือง คนส่วนใหญ่ที่ไปม็อบคือคนที่ไม่สนใจการเมือง เมื่อคนที่ไม่ผูกพันอะไร เปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยว ขาดความมั่นคง ถูกหลอกง่าย มีความคิดเห็นอย่างไรครับ

A : ผมยังไม่ได้อ่านบทความที่ว่า เลยไม่รู้จะแสดงความคิดเห็นยังไง แต่ผมเชื่อว่าม็อบจากอดีตถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นม็อบไหน พันธมิตร เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสี จนมาถึง กปปส. หรือแม้กระทั่งม็อบของประชาชนในอียิปต์ ยูเครน กัมพูชา การจะเกิด ‘สิ่งที่เรียกว่าม็อบซึ่งประกอบด้วยคนจำนวนมากนี่ มันต้องมีที่มาที่ไปและมีเหตุผลเพียงพอทั้งนั้นแหละครับ อาจเป็นความคับแค้นใจ ความไม่เห็นด้วยการลุอำนาจของภาครัฐ หรือความรู้สึกไม่ยุติธรรม ไม่เท่าเทียมอะไรต่างๆ"

แต่จู่ๆ ไม่มีทางที่คนจำนวนมากจะมารวมกันอย่างไร้เหตุผลหรอก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เราต้องอย่ารีบด่วนสรุปแล้วก็ไปปรามาส แต่ควรเคารพความคิดแล้วก็ให้ค่ากันบ้าง ผมว่ามันมีสาระแก่นสารอยู่ในทุกม็อบแหละถ้าเราไม่อคติและมองด้วยจิตใจที่เป็นธรรม

 

Q : ในช่วงนี้ นักคิด นักเขียนอย่างคุณรู้สึกอึดอัดไหม เวลาที่เขาแบ่งเฉดสีให้กับนักเขียนแต่ละคน?

A : คนอื่นไม่รู้นะครับ แต่ผมไม่อึดอัดนะ คงเพราะอย่างที่บอกไป ผมคิดว่าผมชัดเจนในอุดมการณ์ความเชื่อของผมแล้ว ใครไม่เชื่อหรือเชื่อต่างจากผมก็แล้วแต่เลยครับ คุณอาจไม่นับผมเป็นเพื่อนแล้ว แต่คุณยังเป็นเพื่อนผมเหมือนเดิม

Q : คุณให้สัมภาษณ์ว่า ความขัดแย้งมากมายที่มีมาส่วนหนึ่งเป็นเพราะสื่อฯ

A ไม่จริงครับ สื่อก็มีบทบาทที่ทำหน้าที่ของเขามาทุกยุคทุกสมัย ผมไม่คิดว่าสื่อเป็นจำเลยในกรณีความขัดแย้ง ผมว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในสังคม ทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบไป ไม่ว่าจะเป็นประชาชน นักการเมือง ข้าราชการ หรือสื่อมวลชน ไม่มีใครเป็นจำเลยเพียงคนเดียวในความขัดแย้งครั้งนี้หรอก ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม มันเกิดขึ้นจากหลายอย่าง ไม่งั้นมันไม่ลากยาวมานานขนาดนี้ เพราะฉะนั้นใครบอกว่า สื่อเป็นจำเลย หรือว่าเพราะพรรคการเมืองนี้ เพราะคนคนนี้ ผมว่าไม่ได้เป็นอย่างที่รวบสรุปกันไป

เรื่องนี้ผมไปพูดเสวนาที่ธรรมศาสตร์ เขาคงถอดเทปผมผิดไปนิดหนึ่ง คือมันมีคำถามเรื่องบทบาทหน้าที่สื่อ มีนักศึกษาถามขึ้นมาว่า ทำไมสื่อสมัยนี้ไม่เป็นกลางเหมือนสื่อสมัยก่อนเลย คือ เราชอบคิดว่าสื่อต้องเป็นกลาง ซึ่งมันเป็นมายาคติที่ปักใจเชื่อกันมานานแล้ว แต่ถ้าคุณไปดูสื่อในประเทศที่ก้าวหน้าอย่าง ยุโรป อเมริกา สื่อมันชัดเจนมากเลยว่ามันเลือกข้างไหน มันเป็นเลเบอร์หรือคอนเซอร์เวทีฟ เป็นเดโมแครตหรือรีพับลิกัน บางสื่อประกาศตัวชัดเลยว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะเลือกใคร เพราะฉะนั้นโดยหลักสิทธิเสรีภาพ สื่อมันไม่เป็นกลางอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในชาติตะวันตก เขาอาจจะผ่านความรู้ ความคิด การศึกษา มายาวนานกว่าเรา ผมแค่ตั้งข้อสังเกตว่าสื่อยุคนี้ก็ดีเหมือนกันที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า แต่ละสื่อมีจุดยืนหรือความคิดความเชื่ออยู่ฝั่งไหน ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องปกติ

ทุกวันนี้สื่อมันไม่ต้องมี Hidden Agenda กันแล้ว ทุกค่ายทุกสำนักมีวาระด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ แทบจะเปิดตัวกันหมด ไม่มีอะไรซ่อนเร้น เพียงแต่ถ้าผมจะติติงอะไรสักอย่าง ผมคิดว่าบางทีเราเผลอตัวไป ใช้สื่อเราในการทำลายล้าง ที่เลวร้ายที่สุดคือในการสร้างเรื่องโคมลอย เรื่องที่ไม่มีอยู่จริง และเผยแพร่ออกไปให้เกิดความเกลียดชัง ทำให้ความขัดแย้งมันทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งผมเห็นพฤติกรรมของสื่อ พี่ๆ ลุงๆ น้าๆ พวกนี้ทำแล้ว ในฐานะคนที่มีอาชีพสื่อมวลชนคนหนึ่ง บางทีผมเห็นอย่างนั้นแล้วมันเศร้าใจ

Q :  หมายถึงสื่อเก่า ?

A : มีทั้งสื่อเก่า สื่อใหม่ นิวมีเดีย บางทีด้วยความที่มันเข้มข้นมาก ฉะนั้น อารมณ์ ความรู้สึก มันก็ออกมา มีอะไรที่จับมาเป็นประเด็นนิดหนึ่งได้ที่จะทำลายฝ่ายตรงข้ามก็เอาเลย ในขณะที่มีอะไรที่จะเชียร์ฝ่ายเราได้ ทำให้ฝ่ายเราดูดีก็ทำ ซึ่งผมรู้สึกสะท้อนใจนิดนึง แต่เอาล่ะ ใครจะทำยังไงก็ทำไป สิ่งที่ผมและสื่อของผมทำได้คือ เราจะไม่พยายามทำอย่างนั้น คืออย่างที่ผมบอก โลกนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการเมืองอย่างเดียว มันยังมิติในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญ เรายังต้องอยู่ร่วมกันอีกนาน ผมไม่ได้ โลกสวยนะ แต่ผมมีความหวังอยู่เสมอน่ะ ผมเชื่อว่าการทำสื่อถ้าทำให้ดีมันสามารถช่วยให้สังคมดีขึ้นได้จริง

อย่าง a day ที่บางคนบอกว่าเป็นสื่อโลกสวย ปีนี้มันปีที่ 13 ถ้าคุณอ่านมานานพอ จะรู้ว่าอะเดย์มันเป็นหนังสือที่ให้ความรู้ความคิดกับคน อะเดย์มันเป็นหนังสือสาร คดีดีๆ เล่มหนึ่ง เพียงแต่มันมีการนำเสนอแบบวัยรุ่น แบบเด็กแนว ฉะนั้น สื่อที่ผมทำจุดมุ่งหมายหลัก คือ ให้ความรู้ ความคิด พัฒนาสติปัญญาของผู้คน ดังนั้นเราไม่เทกไซส์อยู่แล้วครับ แม้ผมจะไม่ได้บอกกับ บก.ทุกคนว่า จุดยืนของผม ของบริษัทเป็นอย่างไร แต่ผมคิดว่าเราเข้าใจกันได้ ว่าเราควรจะแสดงออกอย่างไร แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งที่เข้าใจที่เราเข้าใจตรงกันคือ เราไม่อยากจะเป็นหนึ่งในสื่อที่ไปกระตุ้นความขัดแย้งให้มันเกิดมากขึ้นไปกว่านี้

Q : ในฐานะปัญญาชนที่มีอิทธิพลกับคนรุ่นใหม่ วิเคราะห์ไหมว่า อีก 5-10 ปี การเมืองเราจะมีรูปแบบไหน?

A : ผมไม่สามารถวิเคราะห์ได้หรอกครับ อีก 2 เดือนยังไม่มีใครรู้เลยว่าจะได้เลือกตั้งหรือเปล่า ผมแค่คิดว่าสิ่งที่เราเผชิญอยู่ คือ หลักไมล์หนึ่งของการปกครองระ บอบประชาธิปไตย ทุกประเทศไม่ว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน อเมริกา แอฟริกาใต้ อินเดีย เคยผ่านเหตุการณ์หรือล้วนแล้วแต่มีช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งกันในสังคมทั้งนั้น แต่ของบ้านเรามันอาจจะซับซ้อน ลงลึกแล้วก็มีลักษณะเฉพาะอยู่สักหน่อย แต่ถึงที่สุดแล้วผมก็ยังเชื่อว่าเรายังมีความหวังอยู่ที่ปลายทาง 

Q : ถ้าวันนี้พูดคุยผู้ที่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายได้อยากจะบอกอะไร?

A : ผมไม่มีอะไรอยากคุยกับผู้นำ ผมอยากคุยกับประชาชนทั่วไปมากกว่าในฐานะที่เราก็เป็นประชาชนคนหนึ่งเหมือนๆ กกัน คือผมเชื่อว่าเราทุกคนเบื่อหน่ายกับสภาพที่เป็นอยู่อย่างนี้มานานแล้ว เราทุกคนไม่มีใครชอบความขัดแย้งหรอก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราก็ต้องช่วยกันแก้ไข ผมเชื่อว่าเราสามารถพูดคุยกันดีๆ ได้ เราคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการหาหลักร่วมกัน เป็นหลักที่เห็นพ้องต้องกัน ทุกฝ่ายยอมรับได้ ผมรอคอยและพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองให้ประเทศเราดีขึ้น การปฏิรูปการเมืองเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำและต้องทำเรื่อยไปไม่มีวันจบสิ้น แต่ถึงยังไงการเลือกตั้งก็ควรจะต้องเกิดขึ้น เพราะมันเป็นวิถีทางพื้นฐานของประชาธิปไตย ‘ผมอยากให้มีเลือกตั้งนะ แต่ผมจะไปโหวตโน’

Q : อนาคตเราจะเห็นคุณเล่นการเมืองไหม?

A : ไม่มีทางครับ ผมคิดว่าผมทำสื่อ ทำหนังสือ ทำนิตยสาร ทำรายการโทรทัศน์ตามที่ผมถนัดดีกว่า ผมคิดว่าผมสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้คนและสังคมจากงานเหล่านี้ได้มากกว่าผมลงไปเล่นการเมือง (หัวเราะ)

ประวัติ โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ จบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง นิตยสารอะเดย์ (A Day) ร่วมกับ นิติพัฒน์ สุขสวย และ ภาสกร ประมูลวงศ์ ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการอำนวยการ นิตยสารอะเดย์ , HAMBURGER, a day BULLETIN สำนักพิมพ์ a book, สำนักพิมพ์ polkadot และ a day TV



ประวัติการทำงาน กองบรรณาธิการ นิตยสาร Hi-Class (2533-2534) กองบรรณาธิการ นิตยสาร Life & Decor (2534-2537) บรรณาธิการบทความ นิตยสาร GM (2537-2538)บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Trendy Man (2538-2541) รองบรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Image (2541-2542) บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร a day (2543 -2545) ผู้ก่อตั้ง a day Foundation (2554-ปัจจุบัน) a day Foundation เป็นองค์กรอิสระในลักษณะของมูลนิธิที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมและผลักดันให้งานอาสาสมัคร (Volunteer) เป็นงานที่มีเกียรติ มีคุณค่า น่ายกย่องเป็นแบบอย่าง

ตลอดจนสามารถประกอบเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ เช่นเดียวกับกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในหลายประเทศ โดย a day Foundation มุ่งหวังให้คนกล้าลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยมุ่งสร้างสรรค์กิจกรรมอาสาสมัคร เพื่อเยียวยาแก้ไขปัญหาสังคมในด้านต่างๆ รวมทั้งรณรงค์ในเรื่องทัศนคติ และค่านิยมบางประการที่ยังผิดพลาดบกพร่อง ชักชวนคนที่มีให้แบ่งปันแก่คนที่ขาด ปรารถนาให้คนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของการเสียสละและการมีหัวใจเป็นผู้ให้

นอกจากนี้ยังเป็นพิธีกร รายการเจาะใจ พิธีกร รายการ The Idol คนบันดาลใจ พิธีกร รายการ "ไทยเท่" ล่าสุดโหน่งบอกกับไทยรัฐออนไลน์ว่ากำลังจะกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง โดยจะเปิดคอลัมน์ในฟรีก๊อบปี้ a day BULLETIN พร้อมกับออกเดินทางเพื่อเขียนหนังสือเล่มใหม่อีกด้วย

 

Thairath
ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย
    ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 9 มกราคม 2557

GM magazine
march 2013

a day BULLETIN
issue 113 – september 2010