โละผู้ชายทั้งโลกออกจากการเมือง 100 ปี?

          มาร์ธา สจวร์ต เชิญ เท็ด เทอร์เนอร์ เจ้าพ่อ CNN มาทำครัวออกรายการ MARTHA(ไม่น่าเชื่อนะครับ คุณเท็ดแกยอมมาด้วย) ระหว่างที่คุยกัน มาร์ธาถามเรื่องที่คุณเท็ดเคยให้ทรรศนะว่าผู้ชายทั้งโลกควรถูกกันออกจากวงการการเมืองสัก 100 ปี “ใช่ ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ” เจ้าพ่อข่าวสารกล่าวย้ำ “เพราะตั้งแต่อดีต พวกผู้ชายได้รับอำนาจนี้ แล้วพวกเขาก็สร้างปัญหาต่างๆ นานา ทำมันยุ่งเหยิงวุ่นวายเรื่อยมา เพราะฉะนั้นก็ควรให้ผู้หญิงลองทำดูบ้าง”
          ฟังแล้วเป็นไอเดียที่ไม่เลวนะครับ
          สารภาพว่าช่วงที่ ฮิลลารี คลินตัน กับ บารัค โอบามา แข่งขันกันเพื่อเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต เข้าชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากับ จอห์น แมคเคน แห่งรีพับลิกันที่ไปยืนรออยู่ก่อนแล้ว ผมแอบเอาใจช่วยโอบามาอยู่หน่อยๆ ไม่ได้มีอคติทางเพศหรือสีผิวหรอกนะครับ เหตุผลเดียวที่ผมเชียร์โอบามาก็เพราะเห็นเขาเป็นคนรุ่นใหม่ ที่น่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่โลกได้ แต่นึกไปนึกมา ถ้า ฮิลลารี คลินตัน ได้เข้าชิง แล้วได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็น่าสนใจไม่เบานะครับ เผลอๆ เราอาจได้เห็น ‘Change’ มากกว่าที่โอบามาอาจจะทำด้วยซ้ำ
          เอาเลยดีกว่า ลองจินตนาการตามที่ เท็ด เทอร์เนอร์ ว่า คือโละผู้ชายออกจากการกุมอำนาจทางการเมืองออกให้หมดทั้งโลก แล้วใส่ผู้หญิงเข้าไปแทน ผมลองคิดเร็วๆ ดู ผลลัพธ์น่าจะออกมาคล้ายๆ 3-4 ข้อต่อไปนี้นะครับ
          1. งบประมาณทางทหารถูกหั่นลงครึ่งหนึ่ง บางประเทศที่ร้อยวันพันชาติไม่มีความเสี่ยงต่อสงคราม หรือจริงๆ แล้วใช้งบที่อ้างว่าเพื่อป้องกันประเทศไปในการรุกรานชาติอื่น ให้ตัดออกไปมากกว่านั้นก็ได้
          2. งบที่ถูกตัด เอาไปเพิ่มให้เรื่องการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุข และช่วยเหลือสังคม (โดยเฉพาะการดูแลแม่และบุตร, การช่วยเหลือผู้หญิงถูกเอาเปรียบหรือถูกทำร้าย)
          3. คอรัปชั่นในวงราชการลดลง ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยเห็นนักการเมืองหญิงถูกจับโกงสักเท่าไหร่ (แต่ผมก็ยังอยากรู้อยู่นะครับ ว่าคดีอดีตผู้ว่า ททท.หญิงคนนั้นไปถึงไหนแล้ว)
          4. เกิดความสมานฉันท์ทางการเมืองในประเทศและระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะที่สุดแล้วผู้หญิงไม่นิยมใช้กำลังตัดสินปัญหา
          เป็นไงครับ เริ่มเห็นด้วยกับผมแล้วใช่ไหม ว่าให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ทางการเมืองไปเลย สังคมน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวกมากกว่าลบ ส่วนคำถามว่าแล้วพวกผู้ชายบ้าอำนาจที่เพิ่งสูญเสียอำนาจไปล่ะ เราจะทำยังไงกับเขาดี? อันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ เห็นพวกเขากำลังซัดกันนัวอยู่ในครัวโน่นแน่ะ!

วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
บรรณาธิการอำนวยการ
 


a day BULLETIN
ปีที่ 1 ฉบับที่ 7
5 - 11 กันยายน 2551

เรื่องของเรื่องบันเทิง

adb

     ก่อนหน้าไม่กี่วัน Cover Story ของ a day BULLETIN ฉบับนี้ เราไว้ว่าเป็น ดร.สมิทธ ธรรมสโรช แต่พอรายการโทรทัศน์ช่วงข่าวบันเทิงทุกช่องของค่ำคืนนั้น รายงานข่าวเรื่อง ทาทา ยัง ยัง ‘ห่างๆ กัน’ กับคู่หมั้นหนุ่มของเธอ เราเลยเปลี่ยนใจว่าเรื่องน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุมา ฯลฯ ไว้ค่อยคุยกันสัปดาห์หน้าก็แล้วกัน (หวังว่าคงยังไม่สาย)
ไม่ใช่ว่า a day BULLETIN ให้ความสำคัญกับข่าวดารามากกว่าเรื่องสังคมหรอกนะครับ แต่คงยอมรับว่าบันเทิงเป็นหนึ่งใน ‘วงการ’ ที่คนจำนวนมากให้ความสนใจ ยิ่งบ้านเราด้วยแล้ว ผมว่าหากมีการสำรวจเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจบันเทิงอย่างถี่ถ้วนจริงจัง เผลอๆ ตัวเลขที่ออกมาอาจมหาศาลมากกว่างบประมาณประจำปีของประเทศด้วยซ้ำ พูดขนาดนี้แล้ว ถ้าใครยังไม่เชื่ออีกว่าคนไทยชอบเรื่องบันเทิงมากๆ ก็ลองนั่งนับดูว่าเรามีรายการบันเทิงทางทีวี (ตั้งแต่เช้ายันค่ำ) กี่รายการ มีนิตยสารบันเทิงกี่ฉบับ เรายังมีหนังสือพิมพ์บันเทิงทั้งรายสัปดาห์และรายวันที่ว่าด้วยเรื่องบันเทิงล้วนๆ อีกต่างหาก มีใครเคยเห็นประเทศอื่นเขามีหนังสือพิมพ์บันเทิงรายวันมั้ยครับผมคนหนึ่งละที่ไปมาหลายประเทศแล้วไม่เคยเจอ
     เคยมีคนวิเคราะห์ว่า ที่คนทั้งโลกชอบเรื่องบันเทิง ก็เพราะมันเป็น ‘โลกสมมติ’ ที่สามารถพาเรา Escape จากเรื่องเครียดหรือปัญหาต่างๆ นานาที่ต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน (หรือ ‘โลกจริง’) ได้แม้จะเป็นแค่การหลีกหนีชั่วครั้งชั่วคราวก็ยังดี ฟังดูก็น่าจะใช่นะครับ เคยไหมที่ทำงานเหนื่อยๆ มาได้ดูหนังดีๆ ฟังเพลงเพราะๆ (หรือดูละครแม่ผัวลูกสะใภ้) แล้วรู้สึกผ่อนคลายสบายใจขึ้น ดูแล้วรูปแบบที่ผู้คนสนองตอบต่อเรื่องบันเทิงน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ช่วงหลายปีให้หลัง มันเกิดปรากฏการณ์อย่างหนึ่งซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใด จู่ๆ กลับกลายเป็นว่าความบันเทิงอีกชนิดหนึ่งของผู้คนคือการติดตามเฝ้าดู ‘หายนะ’ ของคนบันเทิง อะไรบ้างล่ะ? หย่าร้าง เลิกกับแฟน ดวงตก ไม่มีงานทำทำธุรกิจเจ๊ง ฯลฯ บางคนอาจบอกว่า การมาถึงของซ้อเจ็ด หรือนิตยสารประเภทกอซซิป คือตัวจุดชนวนนั่นไม่ใช่ประเด็น สำหรับผมแล้ว คำถามคือมันจะดีหรือครับ ที่เรานึกสนุกสะใจไปกับความพินาศย่อยยับของคนอื่น
     หรือลองนึกดูอีกที นึกให้ร้า้ยไปเลย ‘ชนวน’ ที่ว่าไม่ได้ถูกจุดโดยใครหรอก หากมันเป็นโลกจริงๆ ที่ฝังลึกอยู่ในใจเรามานานแล้ว แต่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมาโดยวงการบันเทิง

วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
บรรณาธิการอำนวยการ


a day BULLETIN
ปีที่ 1 ฉบับที่ 5
22 - 28 สิงหาคม 2551

ความเก่งกับการโกง

           นั่งกันอยู่ในห้องทำงาน ในวันที่โอลิมปิก ‘BEIJING 2008′ ใกล้จะเิปิดฉาก จู่ๆ ผมก็นึกอยากรู้อะไรเรื่องหนึ่ง เลยเอ่ยปากถามเพื่อนร่วมงาน… “ตอนนี้ สถิติโลกวิ่งร้อยเมตรชายนี่ กี่วิ? ”
           สารภาพว่าผมตกใจทีเดียว เมื่อได้ยินคำตอบว่า “9.72″
           ขณะรู้สึกทึ่งกับศักยภาพของมนุษย์เรา ผมก็นึกย้อนไปถึงโอลิมปิกที่เคยดูและลืมไม่ลงในโอลิมปิค 1988 ที่กรุงโซล ผมนั่งหน้าจอทีวี จับตาดูไฮไลต์ของกรีฑาคือการแข่งวิ่ง 100 เมตรชายซึ่งเป็นการขับเคี่ยวระหว่างสองนักวิ่งระยะสั้นที่เร็วที่สุดในโลก คนหนึ่งเป็นแคนาเดี้ยน อีกคนเป็นอเมริกัน สุดท้าย เบน จอห์นสัน ก็พุ่งเข้าแตะเส้นชัยได้ก่อน คาร์ล ลูอิส คว้าเหรียญทองเหรียญสำคัญให้กับแคนาดา ด้วยสถิติใหม่โอลิมปิก 9.79 วินาที ซึ่งเป็นเวลาที่ว่ากันว่า ยากจะมีใครทำลาย
           แต่ดื่มด่ำอู้ฟู่กับความสำเร็จได้ไม่กี่วัน ข่าวช๊อคโลกกีฬาก็บังเกิด เมื่อ เบน จอห์นสัน ถูกคณะกรรมการจับตรวจโด๊ปไม่ผ่าน เขาถูกตรวจพบว่าใช้สารสเตียรอยด์ ที่สุดก็ถูกพิพากษาให้ถูกริบเหรียญ สูญเสียเกียรติยศทั้งหลายทั้งปวง พร้อมกับการถูกตราหน้าว่าเป็น ‘ไอ้ขี้โกง’ ไปตลอดชีวิต
           การชี้โกงในวงการกีฬายังเกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์เล็กๆทัวร์นาเมนต์ระดับประเทศ หรือทัวร์นาเมนต์ระดับโลกอย่างโอลิมปิก (ล่าสุดก็กรณี แมเรียน โจนส์ นักกรีฑาสุดอื้อฉาวของสหรัฐ) กีฬาที่นักกีฬาชอบลักลอบโด๊ป ไม่ใช่แค่กรีฑานะครับ แต่เรียกว่ามีเกือบจะทุกประเภทก็ว่าได้-ว่ายน้ำ, จักรยาน, ยิมนาสติก, ฟุตบอล, มวย, สกี ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การโกง ผมลองนั่งนึกหาเหตุผล ว่าทำไมนักกีฬาบางคนถึงขี้โกง เมื่อก่อน-ในสมัยโบราณ ตอนที่เพิ่งเกิดกีฬาโอลิมปิกที่กรีก คงไม่ค่อยมีนักกีฬากี่โกงล่ะมั้ง ต่อเมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า ความอยากเอาชนะ อยากเป็นที่หนึ่ง อยากเป็นเจ้าของสถิติใหม่มันก็เพิ่มมากขึ้น ยิ่งเมื่อรางวัลสำหรับคนที่ชนะเลิศมันไม่ใช่แค่ช่อมะกอกสวมศรีษะ แต่เป็นเงินทองมากมายกับเกียรติยศ ชื่อเสียงมหาศาล กิเลสเหล่านี้จึงยั่วยวนให้คนเราคิดหาวิธีที่จะโกงกัน
           นึกเผินๆ คนที่โกงน่าจะเป็นพวกที่ไม่เก่งหรืิอไม่เด่นใช่มั้ยครับ แต่เชื่อหรือไม่ว่าจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คนที่ถูกจับโกง ส่วนใหญ่มักเป็นพวกตัวเก่ง หรือตัวเก็ง ถึงอย่างไรไม่ว่าจะเก่งหรือไม่เก่งเลยโกง สำหรับผมแล้ว มันน่าละอายและสมควรถูกหมิ่นแคลนพอกัน
           มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ โอลิมปิก ปักกิ่ง เริ่มเปิดฉากแล้ววันนี้ แม้เทคนิคการแพทย์ในการตรวจสารกระตุ้นจะพัฒนาขึ้นมาก ทว่าตราบใดที่ผลประโยชน์ต่างๆ นานา ยังมากมาย (และทับซ้อน) อยู่อย่างนี้ ผมเชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าการันตีว่าจะไม่มีการโกงกันเกิดขึ้น คงอยู่ที่ว่าจะ’จับได้’ หรือ ‘จับไม่ได้’ เท่านั้น
           บทบรรณาธิการ a day BULLETIN คราวนี้ ผมตั้งใจเขียนเรื่องวงการกีฬา แต่ใครอ่านแล้วจะนึกไปถึงวงการอื่น ก็ช่วยไม่ได้จริงๆ

วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
บรรณาธิการอำนวยการ


a day BULLETIN
ปีที่ 1 ฉบับที่ 3
8 - 14 สิงหาคม 2551